โลโม่คือ "Life Style" Time Magazine / LIFE STYLEหน้า 84 ฉบับเดือน มีนาาคม 1998

รูปภาพของเจ้าตัวน้อย ที่ม ไกลจาก โซเวียต อาจจะดูไม่ชัด และ บูดเบี้ยว แต่ตอนนี้เจ้ ตัวน้อย กลายเป็ ลัทธิที่หลาย คนใฝ่ฝันซะแล้ว
โดย : Elizabeth Gleick

Leningradskoye Optiko-Mekhanicheskoye Ob’edinyeniye ใน ภาษารัสเซีย แปลว่า นำมันไปทุกที่ ที่คุณไป และ ไม่ต้องห่วงอะไรทั้งสิ้น ขอเพียงแค่คุณเล็ง แล้วก็ถ่าย กริ๊กๆ!!

โลโม่เป็นกล้องขนาดเล็ก และ มีเทคโนโลยีที่ต่ำจึงทำไห้คุณๆไม่ต้องห่วงเรื่องของ โฟกัส การวัดแสง แฟลช หรือ ปัจจัญ อื่นๆ
ขอเพียงแค่คุณนำมันไปในทุกๆที่ ที่คุณไป ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยง ปาร์ตี้ หรือ ที่ทำงานของคุณ สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ ถ่ายไปก่อนแล้วค่อยคิดทีหลัง

สเตฟาน ฟอลลี้ นักถ่ายรูปโลโม่ จาก เบอร์ลิน ได้ บอกไว้ ว่า “การถ่าย รูป เป็น เรื่องที่ ยุ่งยาก และ หนักหนาสาหัส มีการตั้งความหวังไว้ สูงมาก และ ค่อนข้างจริงจัง” แต่ สเตฟา ก็ยังบอกทิ้งท้ายไว้ว่า “ถึง อย่างนั้น การถ่ายแบบโลโม นั้น มีเสน่ห์ สนุก และ สะใจ” โลโม่นั้น ไม่ใช่ส่วนเกินในชีวิ คุณ แต่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคุณ

ในปี 1991 นักเรียนหนุ่มชาว ออสเตรีย Matthias Fiegl ได้พบกล้องรัสเซียเก่าๆ ตัวหนึ่งในปราก เขาตัดสินใจที่จ ซื้อ “มัน” กลับมาที่แฟลตของเขาในเวียนนา
คืนหนึ่งเขาได้จัดปาร์ตี้ในบ้าน Matthias นำกล้องที่เขาซื้อมาจากปรากถ่ายทุกๆ คนๆ และ ทุกๆ เหตุการณ์ในงาน
อย่างไรก็ตามเวลาที่ Matthiasถ่าย เค้าจะนำกล้องไว้ที่ระดับเอวหรือบนหัวเสมอ แน่นอนว่า ภาพที่ออกมานั้น ค่อนข้างเบลอๆ เบี้ยวๆ ดูงงๆ แต่ตื่นเต้น และ เร้าใจ
กล่าวกันว่า การถ่ายรูปแบบ โลโม่ ได้เกิดขึ้นในวันนั้น
Fiegl และ Stranzinger เพื่อนของเขา ซึ่งอยู่ในปาร์ตี้ คืนกำเนิด โลโม่ ได้เริ่มต้นเปิดร้านที่ เวียนนา
พวกเขาได้นำรูปที่ถ่ายแบบโลโม่มาติดลงบนบอร์ดที่ฝาผนังและตั้งชื่อว่า “LOMOWALL” หรือกำแพงโลโม่ พวกเขาทั้งสองได้เริ่มก่อตั้ง สมาคม โลโม่ หรือ Lomographic Society และได้เริ่มนำกล้องโลโม่ หรือกล้องเก่าๆจากยุโรปฝั่งตะวันตกเข้ามาเยอะขึ้นๆ
และเมื่อมีคนครอบครองกล้องโลโม่ครบหนึ่งร้อยคน พวกเขาได้จัดงานแสดงรูปภาพในแบบ โลโม่ครั้งแรกที่ เวียนนา
ตอนนี้มีคนกว่าสามหมื่นห้าพันคนครอบครองกล้องเหล่านี้ รวมถึง David Byrne และ Brain Eno พวกเขาทั้งสองเป็นคนที่มีความกระตือรือร้นสูงมาก และ ได้ชื่อว่าเป็น ทูตแห่งโลโม่ พวกเขาประกาศและโฆษณาโลโม่ ไปทุกที่ตั้งแต่ คิวบา ถึงญี่ปุ่น ปีที่แล้วการชุมนุมโลโม่ ได้จัดขึ้นที่ Madrid
มีรูปที่มาโชว์ถึงหนึ่งหมื่นห้าพันรูป รายเรียงอยู่บน Lomo Wall ที่ยาวถึงหนึ่งร้อยแปดเมตร และยังมีรถทัวร์โลโม่ ที่ทัวร์รอบๆเยอรมันตะวันออก
จุดประสงค์คือ โชว์รูป ในสไตล์โลโม่ และ ให้ความรู้ เกี่ยวกับโลโม่ บวกกับตอบคำถามของคนที่สงสัยว่า โลโม่ คืออะไร
“โลโม่ คือ วิธีชิวิต” กล่าวไว้ โดย Gerald Matt ไดเรคเตอร์ของ Vienna’s Kunsthalle หรือศิลปะร่วมสมัย เขายังได้เสริมด้วยว่า “การถ่ายรูปแบบโลโม่นั้น เป็นการ แบ่งปันประสบการณ์ และ ความรู้สึกจากสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆตัวของผู้ถ่ายให้กับคนอื่นๆได้รับรู้

สุดท้าย โลโม่ คือ ผลิตพันธ์แห่งความสัมพันธ์”
อย่างไรก็ตาม กล้อง โล่โม่ ไม่ใช้แค่เรื่องของการถ่าย หรือความสนุก มันยังมีเรื่องของ การผลิต และ ธุรกิจ รวมอยู่ด้วย
ในยุครุ่งเรืองของลัทธิโซเวียต กล้องกลับกลายเป็นสิ่งยุ่งยากเพราะ การที่จะประกอบกล้องซักตัวต้องรวบรวมชิ้นส่วนกว่า สี่ร้อยห้าสิบชิ้น ด้วยมือ
ในปีหนึ่ง 1994 ผู้จัดการของ โรงงานที่ผลิตกล้องโลโม่ ได้คาดคิดว่า กล้องโลโม่จะได้รับความนิยม และ กลายเป็นเหมือนลัทธิ หรือ ศาสนาใน แต่ตอนนั้น
เขาได้ตัดสินใจลดการผลิตกล้องโลโม่ลงอย่างกะทันหัน และ เริ่มที่จะสร้างอาวุธสงครามไห้กับทหารแทน นักถ่ายรูป ชาวออสเตรียไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของเจ้าของโรงงานได้ แต่อย่างน้อย เข้าได้ขอให้ผลิตกล้องโลโม่ ในจำนวนน้อยก็ยังดี
ตอนนี้โรงงานได้ผลิตกล้องโลโม่ ในจำนวนหนึ่งพันถึงหนึ่งพันห้าร้อยตัวต่อหนึ่งเดือน
การที่บริษัทผลิตกล้องในจำนวนน้อยนั้น ทำไห้คนที่เคยมีกล้องเก่าๆราคาสามสิบเหรียญในสมัยก่อนสามารถขายกล้องตัวนั้นได้ในราคาสองร้อยเหรียญในสมัยนี้
และการที่จะซื้อกล้องเก่าๆ สามารถซื้อผ่าน www.lomo.com
หรือ lomographic society
ถึงอย่างไรก็ตาม กล้องโลโม่นั้น จะไม่สามารถที่จะกลับมาทำเงินเป็นธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ ได้
ก็ยังมีคนบางกลุ่มที่พยายามนำกระแส โลโม่กลับมา เช่นบริษัทการท่องเที่ยวของ Vienna ได้พยายามจับกลุ่มวัยรุ่นหรือบริษัท Austrian Airlines ที่พยายามนำการถ่าย โลโม่จากเอวมาเป็นตัวขาย

อย่าสนใจกฎ “โลโม่มันเข้ามาเกี่ยว และเริ่มครอบคลุมภายในโลกแห่งการถ่ายภาพ” Matthias Fiegl กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “มันเป็นเรื่องของความเร็วในการกด shutter เรื่องของการได้มุม หรือ รูปภาพที่เหลือเชื่อและแปลกใหม่ หรือกระทั่งสีอันสดใสและแตกต่าง มันไม่มีลักษณะตายตัวหรอกครับ ไอ้กล้องโลโม่เนี่ย แล้วก็การถ่ายรูป แบบโลโม่ ไม่ต้องไปกังวลเรื่องของความ Art หรอกครับ”

ในปี 2007 ของศตวรรษที่ 21กลุ่ม โลโม่ หรือ LOMOGRAPHIC SOCIETY ได้นัดรวมตัวกันเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า “Lomo Global Event” พวกเขาจะนำ รูปภาพที่ได้จากการถ่ายรูปแบบโลโม่ บันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในสิบปีมารวมกัน รูปนับล้านรูปจะถูกมาจัดไว้ในที่เดียวกันแล้วมาดูกันซิว่า มันจะออกมา สวยงามและเริดหรูอลังการขนาดไหน

reported by Angeia Leuker/Vienna and Alexandra Stiglmayer/Berlin


BACK